Article of Thai Hypnosis.net
(Hypnosis)

hypnosis

การสะกดจิตคืออะไร?

การสะกดจิตมาจากคำว่า Hypnosis ในภาษาอังกฤษ หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการกับข้อมูลในจิตใต้สำนึกของตัวเองหรือผู้อื่น บางทีก็เรียกศาสตร์นี้ว่าการสั่งจิตใต้สำนึก ส่วนการสะกดจิตที่ถูกใช้เพื่อการบำบัดแก้ไขปัญหา บางอย่างที่เกิดขึ้นเราจะเรียกว่า การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy)

คำว่า Hypnosis ความจริงแล้วมาจากภาษากรีกว่า Hypnos ซึ่งหมายถึง “การนอนหลับ”

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าในยุคแรกๆ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อทำการสะกดจิตในแต่ละครั้งผู้ที่ได้รับการสะกดจิตจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มคล้ายกับว่าได้หลับลงไป จึงเข้าใจกันในชั้นแรกๆ นี้ว่าการสะกดจิตจะเป็นการทำคนให้หลับไปแล้วอาศัยจังหวะในระหว่างเคลิ้มหลับนี้ทำชักจูงจิตของผู้ถูกสะกดจิตให้เป็นไปตามทิศทางที่นักสะกดจิตต้องการ

ในสมัยเริ่มต้นจึงเรียกวิธีการอย่างนี้ว่า Neuro-Sleep Theraphy

แต่ต่อมาเมื่อศาสตร์นี้ได้มีการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติต่อกันมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ได้พบว่าความจริงแล้วผู้ที่ได้รับการสะกดจิตนั้นไม่ได้หลับลงไปเสียทีเดียว เป็นแต่เพียงว่าจิตในชั้นจิตสำนึกหยุดทำงานไปเท่านั้น จึงทำให้ดูเสมือนว่ากำลังนอนหลับ

และยิ่งกว่านั้นในหลายกรณีเราก็พบว่าผู้รับการสะกดจิตนอกจากจะไม่ได้หลับลงไปแล้วกลับยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เพียงแต่ขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่จิตใจคล้อยตามคำสั่งของผู้สะกดจิตเท่านั้น เช่นการสะกดจิตแล้วสั่งว่าให้หลับ ความจริงแล้วก็ไม่ได้หลับ เพียงแต่จิตใจถูกผู้สะกดจิตชักจูงให้คล้อยตามคำสั่ง จึงทำแสร้งหลับไปตามคำสั่งทั้งที่ความจริงแล้วจะตื่นขึ้นมาเมื่อใดก็ย่อมทำได้ เพียงแต่ไม่ยอมทำเพราะขณะนั้นจิตได้คล้อยตามคำสั่งของนักสะกดจิตไปแล้วเท่านั้น

แต่ในหลายๆกรณีก็พบว่ามีการหลับลงไปจริงๆ ในขณะสะกดจิตได้เหมือนกัน เช่นในการสะกดจิตบำบัดที่มักจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เราก็พบว่าบ่อยครั้งผู้รับการสะกดจิตได้หลับลงไปก่อนการสะกดจิตจะเสร็จสิ้น แต่ก็ไม่ส่งผลอะไรต่อการสะกดจิตมากนัก เพราะถึงแม้ว่าจะหลับไปแล้วก็ตามแต่จิตใต้สำนึกก็ยังคงเก็บข้อมูลการสะกดจิตอยู่ตลอดตามเงื่อนไขที่นักสะกดจิตสร้างขึ้นในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการสะกดจิต

สำหรับในประเทศไทยเมื่อพูดถึงการสะกดจิต ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคำที่ไม่สู้จะชวนให้คนส่วนใหญ่นึกไปทางบวกมากนัก ผู้คนโดยมากจะเข้าใจไปทำนองว่าการสะกดจิตคือไสยศาสตร์หรือเป็นพลังลึกลับเหนือธรรมชาติ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย การสะกดจิตเป็นเพียงแค่องค์ความรู้ทางจิตวิทยาที่นำเอาธรรมชาติการรับรู้ข้อมูลบางอย่างของสมองและระบบประสาทมนุษย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์เท่านั้น

ดังนั้นต่อมายภายหลังจึงมีนักสะกดจิตระดับครูบาอาจารย์หลายท่านรณรงค์ให้เรียกการสะกดจิตหรือ Hypnosis นี้เสียใหม่ว่า “การสั่งจิต” ซึ่งฟังแล้วมีความหมายถูกต้องตามกระบวนการที่เกิดขึ้นอีกทั้งยังไม่ให้ความรู้สึกน่ากลัวเหมือนคำเก่าๆ

แต่อย่างไรก็ตามเราก็คงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าการสั่งจิตก็คืออย่างเดียวกับการสะกดจิตหรือ Hypnosis ตามที่คนไทยเราคุ้นเคยกันมานั่นเอง

สำหรับเหตุผลที่คนไทยในสมัยก่อนเรียก Hypnosis ว่าการสะกดจิตก็ไม่ใช่อื่นไกล เหตุผลก็เพราะคนในสมัยไปก่อนเพ่งเล็งเอาว่าการสะกดจิตทำมห้เกิดสภาพการเคลิ้มหลับจึงเข้าใจไปว่าผู้ทำ Hypnosis สามารถ “สะกด” จิตใจของผู้คนให้หลับไหลลงไปได้นั่นเองซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับการที่ชาวตะวันตกเรียกเทคนิคนี้ว่า Hypnosis ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว

เพื่อให้มีความเข้าใจต่อการสะกดจิตมากยิ่งขึ้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับเรื่องของจิตกันมากขึ้นอีกซักหน่อย

ก่อนอื่นท่านต้องทราบก่อนว่า จิต (Mind) ซึ่งในที่นี้หมายถึงผลการทำงานของสมองถูกนักจิตวิทยาแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ ด้วยกันเรียกว่าจิตสำนึก (Conscious Mind) และจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind)โดยจิตทั้งสองส่วนนี้มีการทำงานที่แตกต่างกันออกไปแต่ก็ทำงานผสมผสานมีอิทธิพลซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง

จิตสำนึกก็คือจิตใจ ความนึกคิด สติปัญญา ความมีเหตุผล หรือส่วนความรู้สึกถึงตัวตนที่เรามีอยู่ในขณะที่เรายังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ความจำหรือข้อมูลในจิตสำนึกนี้เป็นไปอย่างชั่วคราวสามารถลบเลือนหายหรือบิดเบือนได้ จิตส่วนนี้ถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของจิตทั้งหมด

สำหรับจิตใต้สำนึกจะถือว่าเป็นจิตส่วนใหญ่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลอย่างถาวร การทำงานของจิตใต้สำนึกนี้จะเป็นไปโดยไม่มีเหตุผล แต่จะอาศัยกลไกการทำงานแบบอัตโนมัติซึ่งก็คือความเคยชินนั่นเอง ดังนั้นเมื่อจิตใต้สำนึกทำงานแล้วมันจึงมีอิทธิพลเหนือจิตสำนึก (ความเคยชินมักอยู่เหนือเหตุผล) แต่โชคดีที่จิตใต้สำนึกนี้จะไม่ทำงานอย่างเต็มกำลังอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะมีสิ่งเร้าบางอย่างไปกระตุ้นการทำงานของมัน

นอกจากนี้ผลการทำงานจากจิตใต้สำนึกยังถูกนำไปใช้ผลักดันการทำงานของจิตสำนึกอย่างเงียบๆ อีกด้วย

การสะกดจิตเป็นเทคนิคว่าด้วยการเข้าถึงของมูลในสมองในส่วนที่เรียกว่า “จิตใต้สำนึก” (Subconscious Mind) แล้วก็เข้าไปจัดการทำให้ข้อมูลในจิตใต้สำนึกเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น

เช่นถ้ามีข้อมูล “ความขี้เกียจ” อยู่ในจิตใต้สำนึก ข้อมูลนี้จะไปขับดันให้พฤติกรรมของเจ้าตัวให้มีแนวโน้นที่แสดงออกหรือมุ่งไปทางด้าน “ขี้เกียจ” ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหานักสะกดจิตบำบัดก็จะอาศัยเทคนิคทางจิตวิทยาบางประการที่เรียกว่าการสะกดจิต (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือลึกลับอะไร) เพื่อทำให้จิตใต้สำนึกอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะรับรู้ต่อคำแนะนำใหม่ๆ ที่มีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นจากนั้นนักสะกดจิตบำบัดก็จะให้คำแนะนำ ซึ่งเปรียบเสมือนการป้อนข้อมูล “ความขยัน” เข้าไปเพื่อให้ทำงานแทนที่ข้อมูลที่เคยมีอยู่เดิมคล้ายๆ กับโปรแกรมเมอร์ที่พยายามเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาดบางอย่างของโปรแกรมที่กำลังเกิดขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์

การทำแบบนี้จะส่งผลให้ผู้ได้รับการสะกดจิตเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับแรงขับดันจากจิตใต้สำนึก ซึ่งหมายความว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ขัดกับความรู้สึกหรือความต้องการของเจ้าตัวแต่อย่างใด (ไม่ฝืนความรู้สึกหรือความเคยชิน) ดังนั้นจึงไม่เป็นที่หน้าแปลกใจเลยว่าทำไมเทคนิคการสะกดจิต หรือ Hypnosis นี้จะเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออื่นๆ
โดยการสะกดจิตมักถูกนำมาใช้ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากข้อมูลที่เป็นลบที่กำลังทำงานอยู่ภายในสมองและระบบประสาท (เช่นความทุกข์ ความเศร้า ความเจ็บปวดในจิตใจ) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ หรือแม้แต่การพัฒนาทักษะและศักยภาพในด้านต่างๆ สู่ความเป็นเลิศยิ่งๆ ขึ้นไป

 


คลิกเพื่อกลับไปยังหน้าแรก

www.thaihypnosis.com

ศูนย์การให้คำปรึกษาและการสะกดจิตด้วยเทคนิค NLP