Article of Thai Hypnosis.net
(NLP)

เส้นทางชีวิต

ถ้าเราเปรียบชีวิตของเราว่าเป็นเหมือนกับการลากเส้นไปบนกระดาษ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเกิดมาจนถึงวินาทีปัจจุบันนี้

เราได้ลากเส้นไปยาวเท่าไหร่แล้ว?

และที่สำคัญก็คือเส้นที่เราลากทั้งหมดนั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง?

บางช่วงเวลาเส้นมันก็ราบเรียบดี แต่บางช่วงเวลามันก็ช่างยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน

ศาสนาพุทธกระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงเรื่อง “กฎแห่งกรรม” หรือก็คือ “ผลของการกระทำ” (Action = Reaction)

“เพราะเราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” นี่คือหัวใจที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่เส้นชีวิตเราจะยุ่งเหยิงมันจะต้องนำมาด้วยการลากเส้นที่ผิดปรกติบางอย่างนำมาก่อนเสมอ
ดังนั้นเหตุผลที่ชีวิตมันเกิดทุกข์ในทุกวันนี้ ก็เพราะมันเป็นผลลัพธ์จากบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยทำไว้ก่อนหน้านี้นั่นแหละ

ทุกอย่างมีต้นเหตุ มันจะกิดขึ้นมาเองเฉยๆ มันเป็นไปไม่ได้

การจะแก้ไขอะไรสักอย่างในโลกนี้ต้องเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ

โดยทางหลักการแล้วนั่นหมายความว่า ถ้าหากเราต้องการที่จะแก้ไขบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เรากำลังเป็นอยู่ให้มันดียิ่งขึ้น การย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตซึ่งเป็นต้นเหตุจึงน่าจะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในโลกของความเป็นจริงเราคงทำอย่างนั้นไม่ได้

เราจะย้อนเวลากลับไปยังอดีตเพื่อแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เราเคยทำเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่หากต้องการจะย้อนเวลากลับไปจริงๆ แล้วล่ะก็ เครื่องมือชนิดเดียวที่เรามีอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ความทรงจำ”
ในห้วงมโนสำนึกของเราเอง

เราอาจจะสามารถย้อนกลับไปในอดีตได้โดยผ่านทางความทรงจำภายในสมองของเรา

ลองหาที่เงียบๆ นั่งลงหลับตาแล้วหายใจลึกๆ จากนั้นก็ลองนึกย้อนทบทวนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเรื่องต่างๆ
ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ นี่เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการย้อนอดีตกลับไป ยิ่งประสบการณ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเด่นชัด
เป็นเรื่องที่ทำให้เราเกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้นอย่างมากมาย (ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์) การย้อนกลับไปก็ยิ่งทำได้ง่าย

แล้วเราจะย้อนอดีตกลับไปเพื่ออะไร?

นัก nlp ยุคก่อนๆ มักแนะนำให้ client ของเขานึกย้อนกลับไปในอดีต โดยย้อนกลับไปยังเหตุการณ
์ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุต้นเรื่องของปัญหา

จากนั้นก็ใช้จินตนาการที่สร้างสรรค์แก้ไขเหตุการณ์นั้นให้มันดียิ่งขึ้น (ถ้าเคยทำผิดก็ไปแก้ว่าไม่ได้ทำ
ถ้าเคยถูกกระทำก็ไปแก้ว่ารอดมาได้อะไรทำนองอย่างนี้) หมั่นย้อนคิดแก้ไขซ้ำบ่อยๆ
จนกระทั่งสมองเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ (หรืออย่างน้อยสมองก็เคยชินที่จะคิดถึงเรื่องเก่าๆ
ด้วยรูปแบบใหม่ๆ ตามที่เคยถูกฝึกไว้)

เมื่อต้นทางถูกแก้ไขปลายทางก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้นบุคลิกภาพก็จะเปลี่ยนไป
และปัญหาต่างๆจะคลี่คลายดีมากยิ่งขึ้น มันเป็นวิธีการนึงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
เรียกว่าเป็นการทำ “reframing ” แบบคลาสสิค

ส่วนนัก nlp ยุคใหม่มองว่าการเข้าไปแก้ไขความทรงจำโดยตรงเป็นเรื่องที่ชวนให้ตะขิดตะขวงใจชอบกล
ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอแนะวิธีการอื่นซึ่งคล้ายกันแต่ให้ผลสร้างสรรค์ยิ่งกว่า

นั่นก็คือการย้อนอดีตกลับไปเพื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ
ของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น (และเป็นต้นตอของปัญหา) จากนั้นก็ “เรียนรู้” ถึงข้อผิดพลาดที่เคยเกิด

ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น? มันผิดพลาดอย่างไร?
ถ้าย้อนกลับไปแก้ได้ฉันจะทำอย่างไรจึงจะเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ที่สุด?

ที่สำคัญที่สุดก็คือการเรียนรู้ที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดนี้ซ้ำอีก

ฝึกย้อนกลับไปในอดีตไต่ตรองสิ่งต่างๆ และเรียนรู้ต่อปัญหาที่เคยเกิดขึ้นด้วยสติปัญญา
ทำแบบนี้บ่อยๆ จนกระทั่งสมองและระบบประสาทมันจดจำ กลายเป็นวิธีการใหม่ๆ
ที่เราจะใช้ในการตอบสนองต่อปัญหาที่มันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

เมื่อวิธีการเปลี่ยน ผลลัพธ์มันจึงเปลี่ยนแปลง นี่เป็นหลักการที่สำคัญของ NLP

คนเรานั้นไม่เคยมีใครไม่ผิดพลาด แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือการผิดพลาดเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก

"ปัญหามีให้เราได้เรียนรู้"

 


คลิกเพื่อกลับไปยังหน้าแรก

www.thaihypnosis.net

ศูนย์การให้คำปรึกษาและการสะกดจิตด้วยเทคนิค NLP