Article of Thai Hypnosis.net
(Other Storys)

พฤติกรรมอันนำไปสู่ความล้มเหลวในตลาดหุ้น ตอนที่ 2

พฤติกรรมอันนำไปสู่ความล้มเหลวในตลาดหุ้น ตอนที่ 2

++ “อีโก้” ++

เคยได้ยินบ้างไหม คำว่า “เจ็บแล้วต้องเอาคืนให้ได้” เช่นนักฟุตบอลที่ทีมตัวเองถูกยิงประตูไปแล้ว 1 ลูกก็ต้องตามไปยิงคืนตีเสมอให้ได้ ส่วนนักมวยยิ่งแล้วใหญ่เพราะโดนต่อยมา 1 หมัดก็ต้องต่อยคืนกลับไปให้ได้ซัก 2 หมัดมันถึงจะสาสม

การมีใจสู้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่สำหรับนักลงทุนแล้วการสู้โดยใช้อารมณ์แบบนี้มันไม่ใช่

ความรู้สึกที่ว่าฉันต้องเอาคืนให้ได้เวลาเสียเงินไปนี่แหละ คือหายนะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนักลงทุน มันคล้ายกับคนเสียพนันแล้วพยามเอาคืนด้วยการแก้มือ แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งเสีย เพราะการอยากแก้มือความจริงมันคืออารมณ์เจ็บแค้น เมื่อแค้นก็อยากที่จะเอาคืนให้มันสาสม

แต่ก็เหมือนกับที่เคยกล่าวไปในหัวข้อที่แล้วนั่นแหละ อารมณ์ทำงานเมื่อไหร่ความฉลาดก็หายไปเลยทันที

“ถ้าจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เราต้องเป็นคนฉลาดเท่านั้น”

การลงทุนก็เหมือนกับสิ่งอื่นทั่วๆ ไปในชีวิตมัน คือมันก็ย่อมมีโอกาสพลาดกันได้บ้างเป็นเรื่องที่ปกติ (ทอดไข่เจียวง่ายๆ บางทีก็ยังอาจเผลอทอดไหม้กันได้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา)

นักลงทุนที่มีประสบการณ์จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องของการ Cut loss (จุดตัดขาดทุน) เมื่อพลาดไปแล้วก็ต้องรู้จักวางเฉยหรือยอมรับในความพ่ายแพ้ อันจะนำไปสู่การพิจารณาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันรอบคอบดีแล้ว ก็รอจนถึงโอกาสสุกงอม แล้วค่อยลงมือกันใหม่

ไม่ดึงดันที่จะเอาคืนในทันทีทันใดโดยใช้แต่อารมณ์เจ็บแค้นอยากแก้มือเป็นอันขาด

“คนที่เอาชนะอารมณ์ตัวเองไม่ได้ไม่มีวันชนะในตลาดหุ้น” (หรือตลาด Forex)

++ “ความลังเล” ++

ปัญหาพื้นฐานที่พบได้บ่อยที่สุดในยุทธจักรนักลงทุน (โดยเฉพาะมือใหม่) ก็คือ “ถึงจุดซื้อไม่กล้าซื้อ ถึงจุดขายไม่อยากขาย”

บ่อยครั้งที่การลงทุนมาถึงจังหวะที่สุกงอม มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะออกคำสั่งซื้อหรือขาย แต่พอเอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่าก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพียงเพราะใจของตัวเองนี่แหละที่มันยังติดอยู่ ยังมีความลังเลอยู่ ทำให้พอถึงเวลาเข้าจริงการจะซื้อจะขายมันก็ยักแย่ยักยันไปหมดไม่กล้าตัดสินใจ

เรื่องเศร้าคือคนกลุ่มนี้กว่าจะคิดได้ตัดสินใจได้จริงๆ ก็มักสายเกินไป สถานเบาคือขายหมูได้กำไรไม่เต็มที่เท่าควรจะได้ หรือสถานหนักอาจถึงขั้นติดดอย ขาดทุนเป็นเงินก้อนใหญ่

สมัยที่ผมเพิ่งศึกษาเรื่องการลงทุนในเชิงเทคนิค คำว่า “เชื่อระบบ อย่าเชื่อตัวเอง” เป็นคำที่ได้ยินบ่อยมาก

เมื่อถึงจุดควรซื้อ (ระบบว่าเหมาะสม) ก็ให้ซื้อโดยที่ไม่ต้องคิดลังเล เมื่อถึงจุดควรขาย (ระบบว่าเหมาะสม) ก็ให้ขายโดยที่ไม่ต้องสนใจอะไรอีก เรื่องพวกนี้พูดง่ายแต่ทำเข้าจริงๆ ไม่ง่ายเลย ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความลังเลภายในใจของเราเองนี่แหละ (โดยมีความโลภนั่นแหละที่มักอยู่เบื้องหลัง)

“รอดูอีกซักนิดนะ ราคากำลังวิ่ง” แล้วก็ตกขบวนทุกที

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งก็คือพวกเขานอกจากจะมีระบบเทรดที่ดีแล้ว พวกเขายังมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ สามารถที่จะก้าวข้ามความลังเลของตัวเองไปได้

++ “เสพติดการเทรด” ++

ข้อนี้บางทีผมจะเรียกง่ายๆ ว่า “คัน” คือพอเห็นกราฟเห็นตัวเลขในตลาดแล้วมือไม้มันก็คันยุบยิบไปหมด อดไม่ได้ ทนไม่ไหว อยากที่จะคลิกออกคำสั่งซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์อะไรสักตัวสองตัวให้ชื่นใจ

แล้วในที่สุดก็ไปเผลอเทรดเอาอะไรมาก็ไม่รู้ให้มาเป็นภาระพอร์ต

การลงทุนไม่ว่างจะในตลาดหุ้นหรือตลาด Forex บางทีนักลงทุนก็จำเป็นที่จะต้องทำตัวเหมือนกับนายพรานที่ออกไปล่าสัตว์ในป่า

นายพรานนั้นไม่ใช่สักแต่ว่ามีปืนแล้วก็ยิงปืนไปส่งเดช แต่นายพรานที่มีความสามารถพวกจะเริ่มต้นการล่าของเขาด้วยการแกะรอยตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงจะลงมือลั่นกระสุน

สำหรับนักลงทุนก็เช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่ตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน (เช่นอยู่ในภาวะ Side Way) สภาวะแบบนี้ใครๆ ก็รู้ว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุน การใจเย็นรอคอยและแกะรอยตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับนายพรานที่มีสุขุมรอบคอบเป็นหนทางที่ฉลาดกว่า

แต่ก็นั่นแหละ พอเอาเข้าจริงนักลงทุนหลายคนก็ทนไม่ไหว คันไม้คันมือออกคำสั่งเทรดไปจนได้ การเทรดแบบนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จเหมือนการยิงปืนส่งเดช มันยากที่กระสุนจะเข้ากลางเป้าหมาย

 


คลิกเพื่อกลับไปยังหน้าแรก

www.thaihypnosis.net

ศูนย์การให้คำปรึกษาและการสะกดจิตด้วยเทคนิค NLP